จป หัวหน้างาน คือใครมีหน้าที่อะไรในการดูแลด้านความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับหัวหน้างาน (จป.หัวหน้างาน)

จป ย่อมาจาก เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกว่า จป หัวหน้างานนั้นมีหน้าที่อะไรและมีความสำคัญอย่างในในองค์กร

แล้วประเภทของ จป. มีอะไรบ้าง

  1. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างาน: ขื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นหัวหน้างาน นั่นหมายความว่าตามกฏหมายแล้ว พนักงานในระดับหัวหน้างานในสถานประกอบกิจการทุกคนจะต้องเป็น จป.หัวหน้างานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจะเป็นจป.หัวหน้างานนั้นจะต้องมีการอบรมเพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรมา และได้รับการประกาศแต่งตั้งก่อน
  2. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับบริหาร: การได้มาของ จป.บริหารไม่แตกต่างจาก จป.หัวหน้างานมากนัก แค่ไปอบรมจากสถาบันที่ได้รับอนุญาตให้เป็นหน่วยฝึกอบรมก็เท่านั่น จะต่างกันก็ตรงที่ผู้ที่จะมาเป็น จป.บริหารต้องอยู่ในระดับสูงกว่าหัวหน้างานขึ้นไปเท่านั้น
  3. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค: จะพบได้ในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คน แต่ไม่เกิน 50 คน โดยนายจ้างต้องส่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างาน ไปอบรมเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิคเพิ่มเติม
  4. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิคขั้นสูง: สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป แต่ไม่เกิน 100 คน จะต้องมีเจ้าหน้าที่ในความปลอดภัยระดับเทคนิคขั้นสูงเพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน จป.เทคนิคขั้นสูงก็สามารถเป็นได้ด้วยการอบรมเช่นกัน (และจบ ปวส. หรืออนุปริญญาเป็นขั้นต่ำ) แต่การได้ใบประกาศนีบัตรนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องสอบวัดระดับความรู้ แบ่งเป็นหมวดๆ ในหนึ่งคลาสจะมีคนสอบผ่านทุกหมวดแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
  5. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพ: ใน จป.ทุกระดับมีแค่ จป.วิชาชีพเท่านั้นที่ไม่สามารถได้มาด้วยการอบรมและสอบเพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพจะต้องจบปริญญาตรีด้านอาขีวอนามัย และความปลอดภัย หรือวิทยาศาตร์ความปลอดภัยจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองเท่านั้น ในสถานประกอบการทีมีพนักงานตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปจะต้องมี จป.วิชาชีพ อย่างน้อยหนึ่งคน

สรุปคือ สถานประกอบกิจการต่างๆจะต้องมี จป. อย่างน้อยสามระดับ สองระดับแรก คือ จป.หัวหน้างาน จป.บริหาร นอกเหนือจากนี้ก็จะเพิ่มเติมตามจำนวนพนักงาน ถ้ามีพนักงานตั้งแต่ 20 – 50 คน ก็ต้องเพิ่ม จป.เทคนิคเข้าไป, พนักงาน 51 – 100 คน ก็เปลี่ยนจากเทคนิคเป็นเทคนิคขั้นสูง และถ้ามีพนักงานตั้งแต่ 101 คน ก็จะกลายเป็น จป.วิชาชีพแทนนั่นเอง

คราวนี้คงรู้จัก จป.แต่ละระดับกันแล้ว แน่นอนว่าหลายๆคนคงสงสัยว่าจะมี จป. ไปทำไมกัน แล้วพวกเค้ามีหน้าที่อะไร แน่นอนว่าหน้าที่หลักๆ คือการดูแลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน แต่เพื่อความชัดเจนกฏหมายก็ทำการกำหนดหน้าที่ของ จป.ระดับต่างๆ ไว้อย่างชัดเจนซึ่งสามารถไปดูเพิ่มเติมได้ที่ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2549

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย
อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. ๒๕๔๙

กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับแก่กิจการหรือสถานประกอบกิจการ ดังต่อไปนี้
(๑) การทำเหมืองแร่ เหมืองหิน กิจการปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมี
(๒) การทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง เก็บรักษา ปรับปรุง ตกแต่ง เสริมแต่ง ดัดแปลง แปรสภาพ ทำให้เสีย หรือทำลายซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สิน รวมทั้งการต่อเรือ การให้กำเนิดแปลง และจ่ายไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น
(๓) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง ซ่อม ซ่อมบำรุง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร สนามบิน ทางรถไฟ ทางรถราง ทางรถใต้ดิน ท่าเรือ อู่เรือ สะพานเทียบเรือ ทางน้ำ ถนน เขื่อน อุโมงค์ สะพาน ท่อระบาย ท่อน้ำ โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า ก๊าซหรือประปา หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมทั้งการเตรียมหรือวางรากฐานของการก่อสร้าง
(๔) การขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าโดยทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และรวมทั้งการบรรทุกขนถ่ายสินค้า
(๕) สถานีบริการหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ
(๖) โรงแรม
(๗) ห้างสรรพสินค้า
(๘) สถานพยาบาล
(๙) สถาบันทางการเงิน
(๑๐) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ
(๑๑) สถานบริการบันเทิง นันทนาการ หรือการกีฬา
(๑๒) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ
(๑๓) สำนักงานที่ปฏิบัติงานสนับสนุนสถานประกอบกิจการตาม (๑) ถึง (๑๒)
(๑๔) กิจการอื่นตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด

หน้าที่ตามกฎหมายของ จป หัวหน้างาน

(๑) กํากับ ดูแล ให้ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทํางาน
(๒) วิเคราะห์งานในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรืออันตรายเบื้องต้น โดยอาจร่วมดําเนินการกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ
(๓) สอนวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องแก่ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
(๔) ตรวจสอบสภาพการทํางาน เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยก่อนลงมือปฏิบัติงานประจําวัน
(๕) กํากับ ดูแล การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลของลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบ
(๖) รายงานการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรําคาญอันเนื่องจากการทํางานของลูกจ้างต่อนายจ้าง และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ สําหรับสถานประกอบกิจการที่มีหน่วยงานความปลอดภัยให้แจ้งต่อหน่วยงานความปลอดภัยทันทีที่เกิดเหตุ
(๗) ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรําคาญอันเนื่องจากการทํางานของลูกจ้างร่วมกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่อนายจ้างโดยไม่ชักช้า
(๘) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยในการทํางาน
(๙) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทํางานอื่นตามที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหารมอบหมาย

หมวด ๑ บททั่วไป

ข้อ ๗ ให้นายจ้างในสถานประกอบกิจการตามข้อ ๑ (๑) ถึง (๕) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่สองคนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามข้อ ๑ (๖) ถึง (๑๔) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ยี่สิบคนขึ้นไป แต่งตั้งลูกจ้างระดับหัวหน้างานซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ ๘ เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานของสถานประกอบกิจการ
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ต้องเป็นลูกจ้างระดับหัวหน้างานและมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ผ่านการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด
(๒) เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

ซึ่งการที่เราจะมาเป็น จป หัวหน้างานได้นั้นจะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรอบรม จป หัวหน้างาน ตามที่กฎหมายกำหนดเสียก่อนซึ่งหลักสูตร

หัวข้ออบรม จป.หัวหน้างาน 

หมวดวิชาที่ 1 ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานและบทบาทหน้าที่ของหัวหน้างานและบทบาทหน้าที่ของหัวหน้างาน

(ก) ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
(ข)บทบาทหน้าที่ของลูกจ้างระดับหัวหน้างานเกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

หมวดวิชาที่ 2 กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

(ก) การบริหารกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของกระทรวงแรงงาน
(ข) สาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานและนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ

หมวดวิชาที่ 3 การค้นหาอันตรายจากการทำงาน

(ก) การตรวจความปลอดภัย
(ข) การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยและเฝ้าสังเกตงาน
(ค) การสอบสวนและรายงานอุบัติเหตุ

หมวดวิชาที่ 4 การป้องกันและควบคุมอันตรายตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องของสถานประกอบกิจการ

(ก) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากเครื่องจักร
(ข) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากไฟฟ้า
(ค) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บวัสดุ
(ง) การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ
(จ) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
(ฉ) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากสารเคมี
(ช) การป้องกันและควบคุมปัญหาด้านการยศาสตร์
(ซ) การป้องกันและควบคุมอันตรายในงานก่อสร้าง
(ฌ) การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล