โรคกระดูกสันหลัง อันตรายที่คาดไม่ถึง

ปัญหากระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องเล็ก หากมีอาการปวดหลังเพียงไม่นานแล้วหายได้จากการดูแลตัวเองคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าปวดหลังเรื้อรังเป็นเวลานานและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอาการจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท หรือโพรงประสาทตีบแคบทับเส้นประสาท รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ด้านกระดูกสันหลัง

แนวโน้มการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บกระดูกสันหลังของคนไทยมีเพิ่มขึ้น เพราะไม่ว่าจะอยู่ในวัยทำงาน หรือวัยกลางคนก็สามารถพบปัญหาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน

กดทับเส้นประสาทได้ จากการใช้ชีวิตประจำวันของคนในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวในท่าที่ไม่ถูกต้อง การนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ การยกของที่หนัก การก้มหรือบิดเอี้ยวตัวผิดท่า รวมทั้งการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ ทำให้เกิดอาการปวดเฉียบพลันและรุนแรง จนไม่สามารถลุกเดินหรือช่วยเหลือตัวเองได้ อาการปวดที่รุนแรงไม่ได้บ่งชี้ว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

 วิธีทำร้ายกระดูกสันหลังโดยไม่รู้ตัว

1. การนั่งไขว่ห้าง จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกคด

2. การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆเป็นชั่วโมงจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้างเกิดการคั่งของกรดแลคติก มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา

3. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆกัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพก จึงจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย

4. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง

5. การหิ้วของหนักบ่อยๆ จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ

6. การนั่งกอดอก จะทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขนอาจทำให้มืออ่อนแรงหรือชาได้

7. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น จะทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักเพราะเป็นฐานในการรับน้ำหนักตัว

8. การยืนแอ่นพุง หลังค่อม ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่น และทำให้ไม่ปวดหลัง

9. การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋าโดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่าๆกัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอดเพราะจะทำให้เกิดการทำงานหนักอยู่ข้างเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

10. การขดตัว นอนตัวเอียง ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคงให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้างเพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

5 สัญญาณอันตรายในโรคกระดูกสันหลัง

อาการปวดหลังร้าวลงขา

อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกบริเวณเอวปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทที่ควบคุมและรับความรู้สึกบริเวณขา อาการปวดมักรุนแรงขณะนั่ง เมื่อนานเข้าขาจะเริ่มชาเหมือนมีไฟฟ้าวิ่งแปล๊บๆ ในขา และกล้ามเนื้อข้อเท้าและต้นขาจะอ่อนแรงลงในที่สุด

ปวดคอร้าวลงแขน 

อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกหรือกระดูกต้นคอเสื่อมจนกดเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและรับความรู้สึกของแขน เมื่อเป็นมากจะยกแขนได้ลำบาก และรู้สึกชาตลอดเวลา

เสียการทรงตัว เดินเซ สะดุดล้มบ่อย

อาการที่ดูเหมือนเป็นอาการของผู้สูงอายุ นอกจากนั้นยังไม่ค่อยแสดงอาการปวด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงรอให้อาการเป็นมากก่อนจึงมาพบแพทย์ อาการเหล่านี้อาจหมายถึงไขสันหลังที่ถูกกดทับที่ถูกซุกซ่อนอยู่ กรณีนี้อุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ภาวะอัมพาตได้

ปวดหลังรุนแรงในท่านอน

โรคกระดูกสันหลังโดยทั่วไปมักเกิดอาการขณะนั่งหรือเดิน และมักดีขึ้นหรือหายไปเมื่อนอนลง อาการปวดหลังรุนแรงขณะนอนราบเป็นอาการที่พบได้น้อยแต่อาจหมายถึงโรคเนื้องอกบางชนิดที่ซ่อนอยู่ในโพรงกระดูกสันหลัง การตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะช่วยวินิจฉัยได้อย่างดี

ควบคุมปัสสาวะ อุจจาระลำบาก 

สาเหตุของอาการนี้จากโรคกระดูกสันหลังมีได้หลายอย่าง เช่นการเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงบริเวณกระดูกสันหลัง, หมอนรองกระดูกปลิ้นชิ้นใหญ่ที่กดทับเส้นประสาทหลายเส้น หรือโรคโพรงประสาทตีบแคบขั้นรุนแรง อาการนี้ถือเป็นอาการท้ายๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัวโรคอยู่ขั้นรุนแรงโดยมักมีอาการปวดเรื้อรัง อาการชาหรืออ่อนแรงบริเวณแขนขานำมาก่อน

ตรวจพบก่อนดีอย่างไร

การรักษาโดยการไม่ผ่าตัด เช่นการรับประทานยาแก้ปวดร่วมกับการกายภาพบำบัดที่ถูกต้องมักจะเพียงพอในคนไข้ส่วนใหญ่ แต่เมื่อเส้นประสาทเริ่มสูญเสียการทำงานลงจากการโดนกดทับ การนำสิ่งที่กดทับออกโดยเร็วย่อมจะเปิดโอกาสให้เส้นประสาทได้ฟื้นฟูตัวเองได้ดีกว่า เทคโนโลยีการผ่าตัดปัจจุบันเช่น กล้องเอ็นโดสโคป, เครื่องคอมพิวเตอร์นำวิถี หรือหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด มีส่วนช่วยให้การผ่าตัดปลอดภัยขึ้น แผลที่เล็กลงยังทำให้ผู้ป่วยฟื้นจากการผ่าตัดได้เร็ว และกลับคืนสู่ชีวิตปกติได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

5 อาชีพเสี่ยงกระดูกสันหลังพังไม่รู้ตัว

เราไม่ได้พูดถึงอาชีพที่เสี่ยงอันตรายอย่างพนักงานเช็ดกระจกบนตึกสูงหรือสตันท์แมนที่ต้องเข้าฉากแอคชั่นเป็นประจำ แต่หมายถึงอาชีพธรรมดาๆ ต่างหาก…มาดูกันว่ามีอาชีพใดบ้าง และพฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยงทำกระดูกสันหลังพัง

  1. กราฟิกดีไซเนอร์ – รวมถึงอาชีพที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมเป็นเวลานานอย่างนักออกแบบ นักเขียน และชาวออฟฟิศทั้งหลาย และจะยิ่งเป็นการทำร้ายกระดูกสันหลังเมื่อนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งหลังค่อม นั่งไขว่ห้าง เมื่อลุกจากเก้าอี้กระดูกสันหลังจะถูกทำให้ตรงในทันทีจึงทำให้เกิดการเสียดทานขึ้น ร่างกายจึงสร้างกระดูกงอกออกมาจากข้อต่อเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ในบางครั้งกระดูกที่งอกขึ้นมานั้นมีขนาดใหญ่เกินไปจนเบียดกับเส้นประสาทและไขสันหลังทำให้เกิดอาการปวด
  1. พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน – โดยเฉพาะพนักงานสาวๆ ที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงเพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดีแล้ว การนั่ง เดิน หรือยืนนานๆ เพื่อทรงตัวบนเครื่องบินก็อาจส่งผลเสีย โดยอาการที่พบได้บ่อยคืออาการปวดหลัง จากการก้มๆ เงยๆ คอยยกกระเป๋าช่วยผู้โดยสาร และการออกแรงยกของหนักๆ ก็จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อบ่าและคอได้เช่นกัน
  1. ผู้ให้บริการตามห้างร้านต่างๆ – เช่นพนักงานในห้างสรรพสินค้าที่ต้องยืนนานๆ เพื่อให้บริการลูกค้า หรือจะเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรมที่ต้องยืนนานๆ โดยเฉพาะการยืนผิดท่าที่ทำให้กระดูกสันหลังโค้งงอ จะทำให้เกิดแรงกดบนหมอนรองกระดูกและข้อต่อของกระดูกสันหลัง และเสียความยืดหยุ่นไป โดยจะเสื่อมสภาพเมื่ออายุมากขึ้น
  1. ออร์แกไนเซอร์ – ที่ต้องจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมต่างๆ ซึ่งต้องยกของหนัก โดยการยกของหนักเป็นประจำ ก้มๆ เงยๆ บ่อย โดยเฉพาะการยกแบบผิดท่าและยกของที่มีน้ำหนักมากเกินไป จะเป็นการทำร้ายกระดูกสันหลังโดยไม่รู้ตัว
  1. นักกีฬา – แม้ร่างกายของนักกีฬาจะมีความแข็งแรง แต่กระดูกสันหลังก็อาจได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการเล่นกีฬา และออกกำลังกายหักโหมเกินไปได้เหมือนกันนะ